คอลัมน์ในอดีตบึงกาฬ ยังจำกันได้ไหม อดีตเล่าลือบ้านนาทราย อ.ศรีวิไลที่ถูกเผา

เปิดอ่าน 17,680 ครั้ง

นาทรายเคยอยู่สุขสันต์อุดมสมบูรณ์  แต่มาวอดกลายเป็นเถ้าถ่าน

เหล่าโจรหมู่มารมันเผาวอดวาย  แค้นๆๆ นาทรายเคียดแค้น

บ้านถูกเผาเราอยู่ได้หรือ  จับปืนลุกฮือ  ทลายล้างโจรทมิฬ

วิทิต  จันดาวงศ์

ลุงวิทิต จันดาวงศ์คนขวานอกกรงขัง ใส่กางเกงขาวไม่มีเข็มขัด เมื่อครั้งต้องติดคุกในปี ๒๕๐๒ พร้อมๆกับพ่อ แต่อย่างน้อยเผด็จการสมัยนั้นก็ยังยอมให้มีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

การสนทนาของท่านกับคณะของเราจึงค่อนข้างกระชับ  ท่านแนะนำสหายอีกท่านหนึ่งให้เราติดต่อเมื่อรู้ว่าเรากำลังจะเดินทางไป “บ้านนาทราย” ต. นาสิงห์ อ.ศรีวิไล  จ.บึงกาฬ (จ.หนองคายอดีต)  หมู่บ้านประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่ว่า “จับเรียบ ฆ่าเรียบ เผาเรียบ”

ลุงวิทิต จันดาวงศ์คนขวานอกกรงขัง ใส่กางเกงขาวไม่มีเข็มขัด เมื่อครั้งต้องติดคุกในปี ๒๕๐๒ พร้อมๆกับพ่อ แต่อย่างน้อยเผด็จการสมัยนั้นก็ยังยอมให้มีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

เราไปถึง “นาทราย” ก็บ่ายคล้อยเพราะวนหาอยู่นานเนื่องจากเข้าใจว่ายังอยู่ในส่วนของอำเภอบึงกาฬ  ซึ่งปัจจุบันบ้านนาทรายอยู่ในส่วนบริหารของอำเภอศรีวิไล  เราต้องถามชาวบ้านแถบนั้นว่า “บ้านนาทราย ที่ถูกเผาเมื่อ ๓๐ กว่าปีมาแล้วไปทางไหน?” และต้องเลือกถามคนที่มีอายุสักหน่อยจึงได้ผล  บุคคลที่เราจะไปพบคือ “สหายวิไล” หรือหมอวิไล  แต่ก็อีกนั่นแหละอาจเป็นเพราะ “เจ้าหอยขม” ปรากฎว่าหมอวิไลไม่อยู่ไปฝังเข็มให้คนไข้ที่นครพนม  แต่เราก็ได้พบกับภรรยาของหมอและพูดคุยกับเธอ

บ้านนาทรายเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงมากนัก ติดกับภูสิงห์ และมีพื้นที่เชื่อมโยงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว  บ้านนาทรายก็เหมือนกับชุมชนอื่นๆที่หนีไม่พ้นจากอิทธิพลของสงครามเย็นและร้อนของทั้ง “ฝ่ายซ้าย” “ฝ่ายขวา” ในอดีต  เท่าที่ได้ศึกษามาก่อนล่วงหน้าจากเอกสารต่างๆที่พอมีหลงเหลือ  และสาเหตุที่ทำให้บ้านนาทรายกลายเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สงครามประชาชนก็คือการเผาหมู่บ้านและชาวบ้านถูกฆ่าโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗  อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นในปี ๒๕๑๖ นายบุญส่ง  ชนะชัย ครูคนหนึ่งของโรงเรียนบ้านนาทรายถูกลอบสังหารขณะที่ทางการระบุว่าเป็นฝีมือของพวกคอมมิวนิสต์

ต่อมาในวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ (เอกสารบางชิ้นระบุว่าเป็นวันที่ ๑๔ และ ๑๘) กองกำลังทหาร ตำรวจและอาสารักษาดินแดน ประมาณสองร้อยกว่าคนเข้าทำการปิดล้อมและยึดหมู่บ้านจากนั้นได้ทำการเผาบ้านของชาวบ้านวอดวายไปถึง ๑๐๒ หลังยุ้งข้าว ๘๒ หลัง โรงสี ๓ หลัง กุฏิพระอีก ๒ หลังและยังได้สังหารชาวบ้านตายอีก ๓ คน! อะไรมันจะขนาดนั้น ไฟไหม้ขนาดนี้จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ในปีพ.ศ.นั้น ขณะที่ทางการยังปัดความรับผิดชอบและโทษว่าคอมมิวนิสต์เป็นผู้เผาตามเคย! จนกระทั่งคนที่ชื่อ “ธีรยุทธ บุญมี” ผู้ประสานงานกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนั้น  ได้นำผู้ใหญ่บ้านนาทรายชื่อนายลม กาญจนสารมาเปิดเผยเรื่องการเผาหมู่บ้าน และนำชาวบ้านเข้าพบนายกรัฐมนตรีนายสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง  ขณะที่นักศึกษาได้ชุมนุมที่สนามหลวง และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ๓ ข้อ คือให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน ให้หาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามขบวนการยุติธรรม  ให้ยอมรับและเปลี่ยนแปลงนโยบายการปราบปรามคอมมิวนิสต์ งานนี้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ต้องตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น

ในที่สุดทางการก็ออกมายอมรับว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้เผาหมู่บ้านโดยอ้างว่าชาวบ้านเป็นผู้ก่อการร้ายจึงต้องเผา! ทางการยังอ้างอีกว่าจากการสอบสวนที่บ้านนาทรายมีการขุดหลุมบุคคลหรือบังเกอร์ บางหลุมเป็นรูปตัวแอลเหมือนสนามเพลาะสามารถติดต่อกันได้ทุกทิศทาง  เพื่อใช้เป็นที่กำบังในการยิงต่อสู้ และบางบ้านพื้นกระดานที่นอนสามารถเปิดออกได้เจ้าของสามารถกระโดดลงหลุมหรือที่กำบังได้ทันที  ขณะที่ชาวบ้านชี้แจงว่านั่นเป็นหลุมส้วมโว้ย  ไอ้ที่ยาวๆนั่นมันบ่อเลี้ยงปลาส่วนกระดานปิดเปิดเอาไว้เยี่ยวไม่รู้หรือไง  เจออย่างนี้ไม่รู้จะเชื่อใคร?

นาทรายวันนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป จากการทำนาทำไร่จับปลา มาเป็นชาวสวนยาง

ต่อมาทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือพลเอก กฤษณ์ สีวะราและพลโท สายหยุด เกิดผล(ยศขณะนั้น)ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ต่างก็ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่บ้านนาทรายนั้นฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ และทางการต้องยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน

กระนั้นวิถีชีวิตตามท้องไร่ท้องนายังคงหลงเหลืออยู่บ้าง เจ้าทุยยังคงเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของชาวบ้าน

ส่วนการเคลื่อนไหวของพคท.ที่บ้านนาทรายทางอีสานเหนือนี้มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๐๘  สืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของขบวนการปะเทดลาวและแนวลาวฮักซาดเช่นกัน   ผู้เฒ่าคนหนึ่งเล่าว่าในกลางปี พ.ศ. ๒๕๐๘ การใช้กำลังทางอากาศเพื่อโจมตีฐานที่มั่นของฝ่ายปะเทดลาวได้เริ่มขึ้นโดยทันทีเมื่อความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมล้มเหลว  เครื่องบิน T – 28 ตีตราเครื่องหมายกองทัพอากาศลาว  บินออกจากฐานทัพในประเทศไทยที่อุดรธานีผ่านเหนือบ้านนาทรายเป็นว่าเล่นโดยนักบินไทย – อเมริกัน ได้ทำการบินทิ้งระเบิดฐานที่มั่นของฝ่ายซ้ายทางภาคเหนือของลาวโดยได้รับไฟเขียวจากเจ้าสุวรรณภูมา

และนี่เป็นความพยายามที่จะทำลายฐานที่มั่นเซียงขวางและซำเหนือของฝ่ายปะเทดลาว และเพื่อตัดทำลายเส้นทางลำเลียงของเวียตนามเหนืออันลือลั่นนั่นคือ “เส้นทางโฮจิมินท์ – Ho Chi Minh Trail”ไปด้วยในเวลาเดียวกัน  ปีถัดมาสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้เครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่คือ B-52 จากฐานทัพอากาศที่เกาะกวมในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างออกไปถึง ๒,๐๐๐ ไมล์  การร่วมมือในการปฏิบัติการทางทหารได้รับการประสานงานจากฐานบินอุดรธานีร่วมกับสถานทูตสหรัฐฯในเวียงจันทน์   สหรัฐอเมริกาประเมินว่าพวกเขาจะหยุดสงครามในเวลาอันสั้น  แต่กาลกลับไม่เป็นเช่นนั้น  สงครามเวียตนามยืดเยื้อเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด  ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสันแห่งสหรัฐฯเริ่มตระหนักว่าอเมริกันไม่มีทางที่จะชนะสงคราม

จากหลายเงื่อนไขและปัจจัยแวดล้อม  ทางวอชิงตันเริ่มเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการเจรจาสันติภาพ  หากแต่ว่าขบวนการสันติภาพนั้นต้องใช้เวลาอีกถึง ๕ ปีนับจากนี้  เป็นเวลาเดียวกันกับที่ทหารเวียตนามเหนือได้เพิ่มกำลังมากขึ้นเพื่อหนุนช่วยทหารกองทัพปะเทดลาวในการโจมตีกองกำลังม้งฝ่ายขวาภายใต้นายพลวังเปา(ตอนนี้เลื่อนยศแล้ว)บริเวณทุ่งไหหินและสามารถยึดพื้นที่ “หุบเขาน้ำบาก” อันเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางตะวันออกของหลวงพระบาง  หน่วยบินของสหรัฐฯตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างหนักในเมืองซำเหนือ  เซียงขวางและฐานที่มั่น “กางแก” จนราบเป็นหน้ากลองไม่เหลือแม้แต่อาคารและสถานโบราณวัตถุ วัดวาอาราม  จนกระทั่งภายหลังสงครามรัฐบาลลาวต้องย้ายเมืองหลวงแห่งทุ่งไหหิน จากเซียงขวางมายัง “พงสวรรค์”

การทิ้งระเบิดของอเมริกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลาว ฝ่ายข่าวของสหรัฐฯประกาศทางสื่อระหว่างประเทศว่า “นี่คือการทิ้งระเบิดในเวียตนามเหนือ”  ยกเว้นแขวงพงสาลีซึ่งมีกองกำลังทหารของจีนประจำการ  และอยู่ระหว่างการสร้างเส้นทางเชื่อมจีน – ลาว  อเมริกันยังไม่อยากมีปัญหากับจีนและเปิดศึกหลายด้าน

ต่อมาภายหลังการเจรจาหยุดยิงในเวียตนามเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖  กองกำลังของสหรัฐฯต้องถอนออกจากเวียตนามทั้งหมดส่งผลให้เวียตนามเหนือและใต้รวมเป็นหนึ่งเดียว  ภายหลังสงครามเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเฉพาะในเขตอิทธิพลของขบวนการปะเทดลาว  สหรัฐฯ (และไทย) ได้ทิ้งระเบิดในพื้นที่แห่งนี้ประมาณ ๒ ล้านตัน ว่ากันว่ามากกว่าการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐฯระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในยุทธการทุกภูมิภาคสหรัฐอเมริการ่วมปฏิบัติการ

เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรลาวในภาคตะวันออกก็เท่ากับว่าระเบิดสองตันต่อคนลาวหนึ่งคน  นับว่าหนักหน่วงที่สุดของการใช้ระเบิดต่อลูกต่อคนในประวัติศาสตร์แห่งสงคราม  ลองคิดดูว่ามันจะขนาดไหน?? หากจะประมาณตามพื้นที่ก็จะตกอยู่ราวๆ ๒๐ ตันต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร!   ส่วนที่บ้านนาทรายผู้เฒ่าคนเดิมบอกว่าก่อนอเมริกันจะถอนกำลังออกจากฐานทัพ มีการทิ้งระเบิดเพื่อลดน้ำหนักเครื่องบินฝั่งลาวและลามมาถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวซึ่งไม่ไกลจากบ้านนาทรายมากนัก

คณะของเราลาภรรยาของหมอวิไลเพราะเย็นมากแล้ว  หัวหน้าคณะบอกว่าอย่างน้อยต้องได้เห็นปากซันเพราะอยู่ไม่ไกลนัก  ผมเคยได้ยินแต่เพลง “กุหลาบปากซัน” อยากรู้เหมือนกันว่าจะงามอย่างที่เพลงว่าหรือไม่

แต่เราไม่มีโอกาสได้เห็น “กุหลาบปากซัน” เพราะมัวโอ้เอ้ระหว่างทาง กระนั้นปากซันยามเย็นย่ำก็คงสวยไม่แพ้กับกุหลาบ

กุหลาบปากซัน – คาราบาว

แดนดินถิ่นไกลเหลือตา อยู่สุดนภายังมีดอกฟ้าแสนงาม
หากไผได้เห็นจะมัวหลง ใฝ่ฝันพะวงหลงติดตาม สาวเอยสาวงาม งามเหลือใจ
งามจริงดังคำเขาซม หากได้สุขสมซื่นซมกับน้องสมใจ
อ้ายขอใฝ่ฝันแต่นางเดียว บ่ขอข้องเกี่ยวหญิงอื่นใด เฝ้าแต่หลงใหล ใฝ่ฝันใจปอง

* โอกุหลาบสวรรค์ แห่งเมืองปากซันที่อ้ายยังฝันหมายปอง
ใจ หวังคู่เคียงประคอง กุหลาบเป็นสีดั่งทอง เมื่อยามแสงส่องจากดวงสุรีย์
** ยามแลงค่ำลงน้ำซัน โอ้บริคัน น้ำซันไหลผ่านใสดี
แลเห็นหมู่สาวเจ้าล่องลอย หมู่ปลาใหญ่น้อยลอยเล่นคี สิ้นแสงสุรีย์สดสีแสงจันทร์
(ซ้ำ * , **)

ขอขอบคุณข้อมูล จาก http://www.thaioctober.com/

คลิปเรื่องเล่าจากชาวบ้าน ลุงหนูกาย

ดูรูปคลิกที่ภาพ

TAGS ที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น

Comentários no Facebook